ภาวะนอนกรนในเด็กเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา


คุณผู้อ่านเคยสังเกตการนอนหลับของลูกน้อย หรือเด็กเล็ก ๆ ในบ้านบ้างหรือไม่ ว่าเวลานอนหลับเด็ก ๆมีภาวะนอนกรนหรือไม่ ซึ่งหากพบว่าลูกน้อยมีภาวะนอนกรนขณะนอนหลับ นั่นแสดงว่าถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องหันมาให้ความสำคัญกับการนอนกรน ของลูก เนื่องจากว่าการนอนกรนที่แสนจะเป็นเรื่องธรรมดานั้นแฝงไปด้วยอันตรายที่ซ่อนอยู่

ภาวะการนอนกรนในเด็กนั้นเกิดจากมีการอุดกลั้นของลมหายใจที่ผ่านไปทางด้านหลังของปาก ทำให้มีการสั่นของ เนื้อเยื่ออ่อนในลำคอโดยเฉพาะเพดานอ่อน โดยการนอนกรนในเด็กสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ดังนี้
1. การนอนกรนธรรมดา เป็นการนอนกรนที่ไม่มีอันตราย โดยจะไม่มีผลเสียตามมา มักจะกรนไม่ดัง และไม่มีการ หยุดหายใจนาน หรือสะดุ้งตื่นบ่อย
2. การนอนกรนที่อันตราย หรือที่เรียกว่า OSA เป็นการนอนกรนที่ดังมากร่วมกับมีการหยุดหายใจเป็นระยะ ซึ่ง ช่วงที่มีการหยุดหายใจ จะมีผลทำให้ออกซิเจนเข้าไปในปอด หลอดเลือด และสมองได้น้อยลง เมื่อหยุดหายใจไปนานระดับหนึ่ง จะทำให้เด็กต้องสะดุ้งตื่นเป็นระยะๆ หากเป็นเช่นนี้ไปนานๆ จะส่งผลเสียต่อเด็กในอนาคต

ผลเสียของการนอนกรนชนิด OSA ในเด็ก
1. เด็กง่วงนอนในกลางวันบ่อย ทำให้มีผลเสียในการเรียน
2. มักจะทำให้เป็นเด็กไฮเปอร์ (hyperactive) ไม่อยู่นิ่ง ไม่มีสมาธิ อาจเป็นเด็กก้าวร้าว
3. เด็กบางคนจะมีอาการปวดศีรษะบ่อย โดยเฉพาะช่วงเช้า
4. อาจทำให้การเจริญเติบโตช้า
5. หากปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาจจะส่งผลถึงการทำงานของปอด และหัวใจ การรักษา

ในการรักษาภาวะนอนกรน OSA ในเด็กที่โรงพยาบาลพญาไทศรีราชานั้น เรามีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง รักษาโรคระบบทางเดินหายใจเด็ก โดยแพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุของอาการ จากนั้นอาจพิจารณาให้ยาแล้ว ติดตามผลการรักษา แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้นแพทย์จะพิจารณารักษาอาการด้วยการผ่าตัด เช่น การตัดต่อมทอนซิล หรือต่อมอ ดีนอยด์ ออก ซึ่งการผ่าตัดเอาต่อมทอนซิล และ/หรือต่อมอดีนอยด์ออกนั้นเป็นการผ่าตัดที่ไม่มีแผลเป็นให้เห็นแต่อย่างใด และใช้ เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลไม่เกิน 1 วันหลังวันผ่าตัด ก็จะสามารถออกจากโรงพยาบาลและทำกิจกรรมได้ตามปกติ

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ :
แผนกกุมารเวชกรรม ชั้น 3
โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา
โทร. :038-317-333 ต่อ 2305, 2337
|| ย้อนกลับ ||