logo
  • โรคข้อเสื่อม

    โรคข้อเสื่อมอาจเกิดขึ้นแล้ว โดยไม่แสดงอาการ ทำให้ไม่ทราบว่ากระบวนการเสื่อมของข้อได้ ดังนั้นกลุ่มที่มีความเสี่ยง จึงควรพบแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ เพื่อวินิจฉัย และเลือกหนทางการป้องกัน รักษา เพื่อช่วยให้กลไกการเคลื่อนไหวของร่างกาย เป็นไปธรรมชาติให้ได้มากที่สุด

    โรคข้อเสื่อม
    คือ โรคในกลุ่มข้ออักเสบประเภทหนึ่ง ที่เกิดขึ้นได้ทั้งหญิงและชาย บุคคลที่เสี่ยงต่อโรคข้อเสื่อม

    1. อายุ ตั้งแต่ 50 ปี ขึ้นไป ทั้งชายและหญิง ที่ทำงานหนัก หรือใช้ข้อมาก

    2. อายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ซึ่งพบมากถึง ร้อยละ80-90

    3. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก คนอ้วนที่มีน้ำหนักตัวมากขึ้นมากขึ้นจะเกิดข้อเสื่อมมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะข้อที่รับน้ำหนักตัว เช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก

    4. ผู้ที่มีลักษณะอาชีพหรือพฤติกรรมในการใช้ข้อไม่ถูกต้อง เช่น การนั่งขัดสมาธิ นั่งยอง ๆ นั่งคุกเข่า เป็นเวลานาน ๆ เป็นประจำ

    5. ผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ,การติดเชื้อในข้อ หรือการบาดเจ็บของข้อ จะมีการทำลายกระดูกอ่อนที่ผิวข้อทำให้ข้อเสื่อมได้

    ลักษณะของข้อเสื่อม
    คือ ภาวะที่มีการสึกกร่อนของกระดูกอ่อน ที่อยู่ส่วนปลายจุดเชื่อมกระดูก 2 ท่อน กระดูกอ่อนเป็นส่วนผิวข้อ ของกระดูกที่ช่วยลดแรงกระแทกใด ๆ ต่อข้อทำให้ข้อต่าง ๆ เคลื่อนไหวได้ดี กระดูกอ่อนจะมีลักษณะเป็นกระดูกผิวเรียบมีความยืดหยุ่น

    อาการของคนที่กระดูกอ่อนสึก
    1. อาจเกิดเสียงดังเวลาเคลื่อนไหวขยับข้อ ในบางรายอาจมีกระดูกงอกใหม่ขึ้นมา ซึ่งเป็นกลไกของร่างกายที่พยายามสร้างความแข็งแกร่งของข้อ

    2. เจ็บปวดเวลาเคลื่อนไหว เนื่องจากข้อกระดูกแท้เสียดสีกัน บางรายมีอาการเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ร่างกายพยายามจะไม่เคลื่อนไหวบริเวณที่เจ็บ อาจทำให้เกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรงตามมา

    3. อาจมีอาการข้อตึง ข้อขัดหลังตื่นนอน

    4. ขาผิดรูป เช่น เข่าโก่ง หรือ กางออก งอเหยียดได้ไม่สุด

    การวินิจฉัย เพื่อดูความรุนแรงของโรค
    1. การตรวจร่างกาย หรือการตรวจกระดูกโดยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ

    2. การถ่ายภาพเอกซเรย์ หรือ MRI กระดูก

    3. การตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Mass Densometry or BMD) การรักษา

    แนวทางในการรักษา
    1. การช่วยคลายการเกร็งของกล้ามเนื้อและลดความเจ็บปวด โดยการทำกายภาพบำบัด ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมในการเลือกวิธีการบำบัด

    2. การใช้ยา เพื่อลดการอักเสบและความเจ็บปวดของข้อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงคนปกติ

    3. การฉีดสารหล่อลื่นหรือน้ำไขข้อเทียม (Artificial Joint Fluid) เพื่อเพิ่มการหล่อลื่นให้ผิวข้อ และลดอาการปวด

    4. การผ่าตัดส่องกล้อง เพื่อการวินิจฉัย และ ล้าง (Arthroscopic Debridement) ทำความสะอาดข้อ ตกแต่งผิวข้อให้เรียบ หรือเย็บซ่อมแซม เส้นเอ็นหรือหมอนรองกระดูกที่ฉีกขาด

    5. การผ่าตัดจัดแนวกระดูก ให้ตรงชิ้นเพื่อแก้ไขความผิดรูป ของกระดูกข้อเข่า เพื่อให้ข้อรับน้ำหนัก และกระจายแรงได้ดีขึ้น (Corrective Osteotomy)

    6. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อ ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่สามารถรักษาแบบประคับประคองด้วยยาหรือกายภาพบำบัดได้แล้ว การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมเป็นวิธีแก้ไขความผิดปกติที่เกิดจากโรคข้อเสื่อม และช่วยให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นและไม่เจ็บอีกต่อไป วัสดุที่ใช้ในการเปลี่ยนข้อ ทำด้วยโลหะผสมและพลาสติกชนิดพิเศษ (Cobalt Alloy & Polyethicene) ที่ทำหน้าที่แทนผิวข้อกระดูกอ่อนได้ใกล้เคียงธรรมชาติ และไม่เป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อ