คลินิกพัฒนาการเด็ก
logo

►เปิดให้บริการ 8.00-17.00 น.ทุกวัน

"หมอมุ่งหวังที่จะส่งเสริมให้เด็กทุกคนเป็นเด็กที่ "เก่ง ดี และมีความสุข" โดยเริ่มให้คำแนะนำ ประเมิน ส่งเสริมรักษา ติดตามผล ตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา วัยทารก วัยเด็ก วัยเรียน จนกระทั่ง เป็นวัยรุ่น เพื่อให้เด็กทุกคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี และมีคุณภาพตามศักยภาพของแต่ละคน"

แพทย์หญิงสุณีย์ เชื้อสุวรรณชัย นัดพบแพทย์
กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม
ประจำแผนกกุมารเวช โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา

ประวัติการศึกษา
• แพทยศาสตร์บัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
• วุฒิบัตรกุมารแพทย์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
• วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ประสบการณ์ทำงาน
• กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
• กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม รพ.เกษมราษฎร์
• ปัจจุบัน กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม รพ.พญาไทศรีราชา

ประสบการณ์ที่ประทับใจในวิชาชีพแพทย์
ประทับใจในเด็กทุกคน เพราะเด็กแต่ละคนมีความน่ารักเฉพาะตัวอยู่แล้ว หมอรู้สึกมีความสุขที่ได้เห็นคนไข้ของหมอเจริญเติบโตขึ้นและมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น เด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรมที่ได้รับการรักษาตั้งแต่แรกเกิด จากที่ตัวอ่อนปวกเปียก มีพัฒนาการจน สามารถนั่ง ยืน เดิน พูดเก่ง รำสวย เป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนๆ และครู หรือคนไข้ออทิสติกที่ไม่พูด ไม่สนใจใคร เรียกก็ไม่หันไม่มองหน้า มองแต่ของ ร้องกรี้ดๆ เวลาเห็นพิธีกรมาอ่านข่าว มาเป็นเด็กที่น่ารัก ชอบคุย ชอบเล่นกับทุกคน บางคนมีความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ สนใจโปรแกรมต่างๆ และแก้ไขเวลาที่เครื่องมีปัญหาได้ด้วย ซึ่งน่าชื่นใจมาก หมอมีความสุขใจจริงๆ ที่ได้เห็นคนไข้ของหมอมีพัฒนาการที่ดี และได้เห็นความสุขในแววตาของพ่อแม่ด้วย

ศาสตร์ทางด้านการดูแลลูกน้อยด้านการพัฒนาการและพฤติกรรม
งานของหมอแบ่งเป็น 3 ด้านใหญ่ๆ ได้แก่
งานพัฒนาการเด็ก คือ ดูแลในเรื่องของพัฒนาการหรือความสามารถของเด็กในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนโตเป็นวัยรุ่น ประกอบ ด้วย 4 ด้านหลัก คือ ด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก ด้านภาษาและการสื่อสาร ด้านสังคมและการปรับตัว
งานด้านพฤติกรรมเด็ก คือ ดูแลเรื่องอารมณ์และการแสดงออกที่เหมาะสมของเด็กต่อบุคคลอื่นและสิ่งแวดล้อม และช่วยให้พ่อแม่เข้าใจ ในสิ่งที่เด็กแสดงออก เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขร่วมกัน
งานด้านการเจริญเติบโต คือ ส่งเสริมให้มีส่วนสูงและน้ำหนักที่เหมาะสมตามเพศและวัย

>> ปัญหาด้านพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กที่พบบ่อย
ปัญหาที่พบบ่อยในกลุ่มเด็กเล็กจะเป็นเรื่องของกล้ามเนื้อทำงานไม่ดี เช่น คลานไม่ได้ เดินไม่ได้ พูดไม่ได้ พูดไม่ชัด ออทิสติก ซน สมาธิสั้น ส่วนในเด็กโตจะเป็นปัญหาเรื่องการเรียน เรียนตก ซ้ำชั้น อ่านเขียนไม่ได้ คำนวณไม่ได้ การอยู่ร่วมกับเพื่อนและครู บางคนไม่ยอมไป โรงเรียน กัดเพื่อน บางคนโตแล้วยังปัสสาวะรดที่นอน ส่วนวัยรุ่นเป็นเรื่องของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากของร่างกาย และอารมณ์ บางคนติดเกมส์ หนีเรียน ชอบเพื่อนเพศเดียวกัน

>> ปัญหาซ่อนเร้น
ปัญหาในเรื่องของการเจริญเติบโต พัฒนาการและอารมณ์ของเด็ก โดยส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่ถ้าไม่แก้ไขตั้งแต่แรก จะส่งผลระยะยาว และแก้ไขยากในอนาคต เช่น ถ้าปล่อยให้เด็กผอมมากตัวเล็กแคระแกรน พอโตมาอยากสูงก็ทำได้ยาก หรือเด็กที่มีพัฒนาการช้า เด็กออทิสติก โตมาช่วยตัวเองไม่ได้ พูดไม่ได้ ไปเรียนไม่ได้ แต่ถ้าได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นมาก็มีพัฒนาการที่ดีเหมือนเด็กทั่วไป เด็กบางคนฉลาดแต่มีปัญหาการเขียน การอ่าน ทำให้เรียนหนังสือไม่ได้ต้องออกจากโรงเรียน ถ้าได้รับการดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่อนุบาล ก็สามารถทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้

>> ลูกน้อยอายุเท่าไหร่ที่ควรพบแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม
เด็กทุกคนควรได้รับการตรวจพัฒนาการตั้งแต่แรกเกิด ทุกครั้งที่มารับวัคซีน และควรได้รับการตรวจคัดกรองพัฒนาการที่อายุ 9, 18, 24 หรือ 30 เดือน เพื่อประเมินพัฒนาการและพฤติกรรม หากพบว่ามีพัฒนาการช้าหรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ก็ควรพบแพทย์ด้าน พัฒนาการเพื่อรับการตรวจ และรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ และควรได้รับการตรวจการได้ยินและตรวจการมองเห็นเป็นระยะๆ ในเด็กแรกเกิดทุกคน ควรได้รับการตรวจการได้ยิน โดยเฉพาะในเด็กที่คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวน้อย เขียว ตัวเหลืองมากๆ ต้องให้ออกซิเจน ซึ่งพบว่าเด็ก กลุ่มนี้มีโอกาสหูหนวกมากกว่าเด็กทั่วไป และหากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่ก่อนอายุ 6 เดือน ส่งผลต่อการพูด ภาษา การเรียนและอารมณ์ ของเด็กด้วย ในปัจจุบันมีเด็กที่เป็นออทิสติกจำนวนมาก มีรายงานในบางประเทศถึง 1:1000 คน ดังนั้นเด็กทุกคนจึงควรได้รับการตรวจ คัดกรองโรคออทิสติกตอนอายุ 1 ปีครึ่งและ 2 ปี

>> การดูแลเด็กให้มีศักยภาพ ประกอบด้วยอะไร
การดูแลเด็กให้มีการเจริญเติบโต พัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตใจที่ดี ต้องได้รับความรัก การดูแลเอาใจใส่จากบุคคลรอบข้าง ได้แก่ พ่อแม่ ญาติพี่น้องและคุณครูเมื่อเด็กเข้าโรงเรียน และควรมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจคัดกรองพัฒนาการอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ แรกเกิด ก่อนเข้าโรงเรียนก็ควรได้รับการตรวจตาและการได้ยิน และประเมินความพร้อมก่อนเข้าเรียน
หากคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเจริญเติบโต พัฒนาการและพฤติกรรมของเด็ก ก็ควรรีบพามาพบกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเพื่อจะได้ให้การรักษาอย่างเหมาะสมต่อเนื่อง

ปัญหายอดฮิตของลูกน้อย
1. ลูกตัวเล็กเกินไป ไม่ยอมทานอาหาร
2. 10 เดือนแล้วยังไม่คลานเลย
3. 1 ขวบแล้ว ยังไม่พูดทำไงดี
4. ลูกซนเกินไปรึเปล่า
5. ทำไมลูกไม่รู้จักการรอคอย
6. ไปโรงเรียนสายตลอด ทำอะไรช้ามาก
7. ลูกไม่ยอมเขียนหนังสือ
8. ชอบเล่นแรง ๆ ทำไงดี

นอกเหนือจากการวัดการเจริญเติบโตของลูก ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนัก หรือ ส่วนสูง ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในพัฒนาการทางด้านร่างกายแล้ว การประเมินพัฒนาการเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากพ่อแม่จะได้ทราบว่า ลูกมีระดับพัฒนาการสมวัยหรือไม่ ถ้าลูกมีพัฒนาการสมวัย พ่อแม่จะได้รู้แนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการขั้นต่อไปจากการศึกษา พบว่า หากมีการตรวจคัดกรองพัฒนาการตั้งแต่แรกเริ่ม และในกรณีที่มีความล่าช้าให้ความช่วยเหลือด้านพัฒนาการตั้งแต่แรกเริ่ม จะช่วยให้เด็กพัฒนาได้เต็มศักยภาพของคน และมีผลดีกว่าที่จะรอจนเด็กแสดงปัญหาทั้งด้านพัฒนาการและพฤติกรรมออกมาแล้ว
เด็กที่ควรได้รับการคัดกรองพัฒนาการเบื้องต้น
1. เด็กที่มีปัญหาโครโมโซม
2. เด็กที่มีปัญหาพันธุกรรม
3. มีประวัติพัฒนาการช้าในครอบครัว
4. เด็กที่มีประวัดิการชัก
5. เด็กคลอดก่อนกำหนด
6. เด็กที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างคลอด
7. เด็กที่ได้รับบาดเจ็บทางสมอง
8. เด็กที่มีปัญหาเมตาบอลิซึม

 ลูกพูดช้า
" โดยทั่วไปเด็กที่ถือว่า มีปัญหาพูดช้า ก็ต่อเมื่อเด็กไม่สามารถพูดคำที่มีความหมายได้เลยเมื่ออายุ 2 ขวบ"

ปกติเด็กจะพูดคำที่มีความหมายได้คำแรกเมื่ออายุประมาณ 1 ขวบ มักจะพูดคำที่ออกเสียงง่าย ๆ ได้ก่อน เช่น หม่ำ ๆ แม่ ปาป๊า มาม้า และจะพูดได้ 2 -3 คำติดกันได้เมื่ออายุประมาณ 2 ขวบ

เด็กที่ยังไม่พูดในขณะที่เด็กวัยเดียวกันพูดได้แล้ว มักจะทำให้ผู้ปกครองวิตกกังวล เด็กจำนวนหนึ่งที่พูดช้าอาจเป็นอาการของความผิดปกติบางอย่าง ซึ่งเราควรทราบได้โดยไม่ต้องรอจนเด็กอายุ 2 ขวบ

สาเหตุของการพูดช้า

    พัฒนาการด้านภาษาล่าช้า คือ เด็กมีพัฒนาการด้านอื่นปกติ แต่พัฒนาการด้านภาษาช้าเพียงอย่างเดียว โดยเด็กแบ่งเป็นหลายกรณีดังนี้
        เด็กบางคนพูดช้า แบบที่เรียกว่า " ปากหนัก" เด็กมีการรับรู้ภาษาสมวัย เข้าใจและทำตามคำสั่งง่าย ๆ ได้เพียงแต่ไม่เปล่งเสียงพูด ซึ่งเด็กมักจะบอกความต้องการด้วยการชี้บอกหรือใช้ภาษาท่าทางอื่น ๆ เด็กบางคนมีประวัติครอบครัวพูดช้า พูดไม่ชัดด้วย เด็กกลุ่มนี้มักพัฒนาต่อไปจนเป็นปกติ เหมือนเด็กอื่นในที่สุด
        เด็กที่มีความล่าช้าทั้งด้านความเข้าใจและการพูด เด็กกลุ่มนี้จะมีความสามารถในการเข้าใจภาษาเหมือนเด็กในวัยเดียวกัน ซึ่งผู้เลี้ยงดูเด็กส่วนมากสังเกตุเห็นแต่เฉพาะการพูดช้าของเด็ก แต่มักมองข้ามความเข้าใจด้านภาษา
        เด็กที่มีการใช้ภาษาเพื่อสื่อสารบกพร่อง เด็กกลุ่มนี้ไม่สามารถใช้ภาษาให้เหมาะสมตามสถานการณ์หรือไม่ใช้ภาษาไม่ถูกกาละเทศะ
    ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา แบบที่เรียกกันว่า เด็ก "ไม่รู้เรื่อง" เมื่อเทียบกับเด็กอื่นวัยเดียวกัน บกพร่องทั้งด้านความเข้าใจสถานการณ์ การปรับตัว ความจำ เด็กมักจะพูดช้ากว่าวัย ร่วมกับมีทักษะ การเล่นหรือการแก้ปัญหาช้ากว่าเด็กทั่วไปด้วย
    โรคออทิสติก คือ เด็กมีความบกพร่องด้านการสื่อสารสัมพันธ์กับผู้อื่น เด็กจะพูดช้าหรือเคยพูดได้แล้วหยุดไปหรือพูดเป็นภาษาต่างด้าว แต่เป็นคำที่ไม่มีความหมาย มีพฤติกรรมแยกตัว ไม่ค่อยเล่นหรือสุงสิงกับคนอื่น ไม่ค่อยสบตา หรือชี้บอกความต้องการ บางคนอาจมีพฤติกรรมซ้ำ ๆ เช่น หมุนตัว มองของที่หมุนได้นาน ๆ เป็นต้น
    เด็กที่มีภาวะการได้ยินบกพร่อง ซึ่งมีความรุนแรงระดับต่างกัน คือ เด็กบางคนไม่ได้ยินเลย หรือได้ยินไม่ชัดเจนจึงพูดไม่ได้ หรือพูดช้า พูดน้อยกว่าปกติ เด็กมักจะพยายามจ้องมองปากเวลาคู่สนทนา หรือพยายามสังเกตุท่าทางของผู้อื่น สื่อสารกับผู้อื่นโดยการใช้กาย ใช้ท่าทางประกอบการสื่อสารเพิ่มขึ้น

การวินิจฉัย การพูดช้าของเด็ก
ผู้ปกครองที่สงสัยว่าลูกพูดช้าหรือไม่ ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยกับแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจร่างกายทั่วไป และประเมินพัฒนาการทุกด้าน สังเกต พฤติกรรมเด็ก รวมทั้งพิจารณาส่งตรวจการได้ยิน เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยที่ถูกต้องต่อไป

การช่วยเหลือเบื้องต้นก่อนพบแพทย์ ที่ผู้ปกครองสามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษาให้ลูกได้ง่าย ๆ

  •     ให้เวลาในการพูดคุยกับลูกมากขึ้น
  •     ลดการให้ดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมส์ลง ถ้าจำเป็นต้องให้ลูกดูโทรทัศน์บ้าง ควรมีผู้ใหญ่นั่งดูอยู่ด้วย และชวนพูดคุย ซักถามให้เด็กรู้จักคิดและโต้ตอบ
  •     ชักชวนให้เด็กพูดบอกความต้องการง่าย ๆ เช่น "จะเอานมมั้ยคะ นม...นม "เมื่อเด็กแสดงความอยากดื่มนม
  •     เมื่อเด็กใช้ภาษาท่าทางบอกความต้องการ ควรลองให้เด็กพยายามออกเสียงบอกก่อนจะทำให้เด็กออกเสียงได้บ้าง หรือแม้แต่พยายามจะออกเสียงก็ตาม
  •     ให้เด็กมองปากคนเลี้ยงในการพูดคำง่าย ๆ โดยการก้มลงไปดูดกับเด็ก และชี้ให้เด็กดูการออกเสียง
  •     ถือโอกาสชวนเด็กดู และพูดถึงสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เมื่อทำกิจกรรมร่วมกันในชีวิตประจำวันหรือกิจกรรมสันทนาการในบ้าน
  •     ใช้สื่อประกอบการสนทนา เช่น หนังสือนิทานหรือหนังสือรูปภาพชักชวนให้เด็กดู และชี้บอกหรือพูดตามในช่วงเวลาที่เด็กสงบมีสมาธิบ้างในช่วงสั้น ๆ ถึงแม้เด็กจะพูดไม่ได้การสอนให้เด็กคุ้นเคยกับการฟังและเกิดความเข้าใจเป็นการช่วยกระตุ้น ให้เด็กพูดเร็วขึ้น

ภาวะบางอย่างที่ไม่เป็นสาเหตุของการพูดช้า

    ลิ้นไก่สั้น ไม่เป็นสาเหตุของการพูดช้า
    พังผืดใต้ลิ้น ไม่เป็นสาเหตุของการพูดช้า แต่ถ้าพังผืดยึดลิ้นมา ทำให้เด็กเคลื่อนไหวลิ้นไม่สะดวกทำให้เด็กพูดไม่ชัดได้
    การเลี้ยงดูที่ปล่อยให้เด็กอยู่คนเดียวโดยไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรง แต่ในกรณีที่เด็กมีแนวโน้มจะมีปัญหาด้านภาษาอยู่แล้ว การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมจะเป็นสาเหตุให้ปัญหารุนแรงขึ้น
    ในบ้านมีการพูดกันหลายภาษา ไม่เห็นสาเหตุของการพูดช้าในเด็กปกติ เพราะเด็กสามารถพูดได้แม้จะมีความสับสนพูดปนกันหลายภาษาในช่วงแรก ๆ ก็ตาม แต่จะพัฒนาไปเป็นภาษาพูดทุกภาษาให้เป็นปกติได้ในที่สุด

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ :
ศูนย์กุมารเวชกรรม ชั้น 3
โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา
โทร. :038-317-333 ต่อ 3340, 2913
หรือ 08-786-00001

  • โปรโมชั่นประจำเดือน

  • ค้นหาแพทย์

    เลือกแผนก :
     
    ค้นหารายชื่อแพทย์ :

  • นัดพบแพทย์

    การนัดหมายผ่านทางเว็บไซต์นี้เป็นเพียงการแจ้งความจำนงการนัดหมาย ล่วงหน้าเท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล จะติดต่อกลับเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมและทำการยืนยันการนัดหมายอีกครั้ง

    อ่านเพิ่มเติม