logo
 ทำไงดีเมื่อ “ลำไส้แปรปรวน” โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา
ทำไงดีเมื่อ “ลำไส้แปรปรวน”
โรคลำไส้แปรปรวน หรือที่เรียกว่า โรคไอบีเอส (Irritable Bower Syndrome : IBS) รู้จักโรคนี้กันเถอะ

ผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน มักจะมีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย หรือท้องเสียสลับท้องผูก โดยที่การตรวจไม่พบความผิดปกติของลำไส้ เช่นการส่องกล้องตรวจลำไส้จะไม่มีการอักเสบ หรือไม่มีแผล ไม่มีเนื้องอกหรือมะเร็งร้าย และการตรวจเลือดด้วยวิธีต่างๆก็ยังไม่พบความผิดปกติรวมทั้งไม่มีโรคของอวัยวะอื่นๆ ที่จะมีผลทำให้การทำงานของลำไส้ผิดปกติ เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษ หรือโรคเบาหวาน โรคนี้จะเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง และเป็นโรคที่สร้างความรำคาญให้แก่ผู้ป่วยมาก เนื่องจากความวิตกกังวลว่าโรคไม่หาย แม้ได้ยารักษา




สาเหตุของโรค ได้แก่

1.การบีบตัว หรือการเคลื่อนตัวของลำไส้ผิดปกติ ซึ่งเกิดจากการหลั่งสารหรือฮอร์โมนบางอย่างในผนังลำไส้ผิดปกติไป นำไปสู่การปวดท้อง ท้องเสีย

2. ระบบประสาทที่ผนังลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า หรือตัวกระตุ้นมากผิดปกติ เช่น หลังการกินอาหาร ในผู้ป่วยไอบีเอส จะมีการตอบสนองผิดปกติ มีการบีบรัดและเคลื่อนตัวของลำไส้มากกว่าปกติ จนเกิดอาการปวดท้องและท้องเสีย หรือท้องผูก นอกจาก "ความเครียด" หรือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ก็มีส่วนเสริมให้อาการมีมากขึ้น

3.ความผิดปกติในการควบคุมการทำงานของแกนที่เชื่อมโยงระหว่างประสามกับความรู้สึก ระบบกล้ามเนื้อของลำไว้และสมอง (Brain-gut axis) โดยเกิดจากความผิดปกติของสารที่ควบคุมการทำงาน


พบโรคนี้บ่อยแค่ไหน จากการศึกษาวิจัยพบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยไอบีเอสประมาณกว่า 5 ล้านคน และพบในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะช่วงวัยทำงาน (20-30 ปี) พบได้บ่อยไปจนถึงอายุ 60 ปี


จะสังเกตตนเองได้อย่างไรเมื่อเจ้าโรคนี้มาเยือน อาการสำคัญของผู้ป่วยคือ ปวดท้อง (ส่วนใหญ่มักจะปวดท้องน้อย) เป็นอาการปวดเกร็ง แต่จะทุเลาลงหลังจากการขับถ่ายอุจจาระ และมีอาการท้องผูกสลับท้องเสียเป็นประจำ ลักษณะของก้อนอุจจาระจะเปลี่ยนไปจากแข็งกลายเป็นเหลวจนเป็นน้ำผิดปกติ เมื่อถ่ายอุจจาระจะต้องเบ่งแรง ในทางกลับกันผู้ป่วยบางรายอาจกลั้นอุจจาระไม่อยู่ แม้จะถ่ายสุดก็เหมือนไม่สุด จะถ่ายเป็นมูกปนมากับอุจจาระมากกว่าปกติ ท้องอืดมีลมมากในท้อง และเมื่อถ่ายอุจจาระมักจะมีลมออกมาด้วย


โรคไอบีเอส จะกลายเป็นมะเร็งหรือไม่ โรคนี้จะไม่กลายเป็นมะเร็งแม้จะมีประวัติเป็นๆ หายๆ มานาน แต่ผู้ป่วยที่สูงอายุหลังอายุ 40-50 ปี มีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย อาจมีอาจมีความเสี่ยงที่จะเป็น "โรคมะเร็งลำไส้" (เกิดร่วมกับไอบีเอส) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจและสืบค้นโดยแพทย์ให้รู้สาเหตุที่แน่นอน

รักษาหายขาดหรือไม่ ในปัจจุบันยังไม่ไทราบสาเหตุแน่นอนของโรคนี้ แต่แพทย์รักษาไปตามอาการ เช่น ให้ยาระบายในผู้ป่วยที่มีอาการท้องผูกเป็นการเด่น หรือ ให้ยาแก้ท้องเสียถ้ามีอาการท้องเสียเป็นอาการเด่น ให้ยาต้านการหดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อลำไส้เพื่อช่วยลดอาการปวดเกร็ง ดังนั้นการรักษาจึงยังไม่ได้ผลดี ผู้ป่วยเป็นๆ หายๆ ไม่ขาดหาย


เป็นโรคนี้ควรเลือกรับประทานอาหารอย่างไร ควรหลีกเลี่ยงการรับประมานอาหารที่มีไขมัน เช่น เนื้อสัตว์ทุกชนิด หนังเป็น หนังไก่ นม ครีม เป็นต้น ควรรับประทานอาหารที่มีกากใยหรือเส้นใย จะช่วยให้บีบตัวหรือเกร็งลดลง และช่วยดูดน้ำไว้ในอุจจาระทำให้อุจจาระไม่แข็งและถ่ายสะดวก อาหารที่ควรรับประทาน ได้แก่ ขนมปังทุกชนิด Whole-grain ถั่ว Cereal ผัก ผลไม้ นอกจากนี้ควรกินทีละน้อยแต่กินบ่อยไม่ควรกินมากจนอิ่มมาก เพราะจะกระตุ้นให้มีอาการปวดท้องและท้องเสียได้ง่าย


การปฎิบัติตัว หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน โดยกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต เช่น แป้งและน้ำตาลให้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกฮอล์ กาแฟ ของดอง น้ำอัดลม และยาบางชนิด ซึ่งจะทำให้มีอาการมากขึ้นด้วย ทำจิตใจให้สบาย พักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยไอบีเอส ผู้ป่วยส่วนใหญ่ แม้จะได้รัยการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นเพียงการบรรเทาอาการ ป้องกันการลุกลามและประคองอาการไม่ให้ทรุด ทางที่ดีที่สุด คือ หมั่นไปพบแพทย์ตามนัดเมื่อมีอาการไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนอย่าชะล่าใจ ควรรับการตรวจวินิจฉัยทันที


หากคุณสงสัยว่าอาจเป็นโรคลำไส้แปรปรวน ปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ ชั้น 8 อาคาร B โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา โทร. :038-317-333 ต่อ 3835,3836 หรือ088-5000-204,089-938-4744

ข้อมูลแพทย์ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ

นายแพทย์รัฐพล ธรรมานุสาร

แพทย์หญิงพรจุฑา พันธนะอังกูร
ย้อนกลับ