ตรวจเช็กไขมันส่วนเกิน...ลดเสี่ยงโรคร้ายในอนาคต
logo
 ตรวจเช็กไขมันส่วนเกิน...ลดเสี่ยงโรคร้ายในอนาคต โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา
ตรวจเช็กไขมันส่วนเกิน...ลดเสี่ยงโรคร้ายในอนาคต
ไขมันส่วนเกิน สาเหตุอันดับต้นๆที่ทำให้คนไทยเป็น “โรคอ้วน” นำไปสู่ภาวะเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเส้นเลือดสมองตีบ ร้ายแรงไปจนถึงโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ การตรวจหาปริมาณไขมันส่วนเกินจึงมีความสำคัญ เพราะหากรู้เร็ว...ก็ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคร้ายในอนาคตได้

เราอ้วนไหมนะ? รู้ได้ด้วยวิธีง่ายๆ นี้..

- คำนวณค่าดัชนีมวลกาย

โดยการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง แล้วนำมาคำนวณเพื่อหาค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index : BMI) ซึ่งได้มีการกำหนดค่า BMI ไว้ว่า...หากเกิน 25 kg/m2 สำหรับคนเอเชีย และ 30 kg/m2 สำหรับคนยุโรป แสดงว่าเข้าข่ายเป็น “โรคอ้วน”

- วัดเส้นรอบเอว

โดยวัดที่ระดับตำแหน่งกึ่งกลางของข้างเอว ระหว่าง “ขอบล่างของกระดูกซี่โครง” กับ “ขอบบนของกระดูกสะโพก” ให้สายวัดแนบรอบเอวและขนานกับพื้น ซึ่งหากความยาวรอบเอวอยู่ที่ ≥ 90 ซม.ในผู้ชาย และ ≥80 ซม.ในผู้หญิง แสดงว่าเข้าข่าย “ภาวะอ้วนลงพุง”

ตรวจให้ลึกกว่า...เพื่อหาความเสี่ยง “โรคร้าย”

1. เช็คปริมาณ “ไขมันส่วนเกิน”

  1. ตรวจวิเคราะห์ปริมาณไขมันที่สะสมในร่างกาย (Fat mass) ทั้งแบบปริมาณไขมันสะสมรวม (%Total body fat) ปริมาณไขมันในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย (%Regional fat mass) เช่น ไขมันสะสมบริเวณแขน ขา ลำตัว ซึ่งไขมันในส่วนนี้เราเรียกว่า ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง (Subcutaneous fat)
  2. ตรวจวิเคราะห์ปริมาณไขมันสะสมภายในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย (Visceral fat) โดยเฉพาะภายในช่องท้อง ซึ่งค่าที่ได้สามารถประเมินหาความเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (Coronary heart disease) ได้ Visceral fat มีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นไขมันที่สามารถสร้างสารชีวเคมีได้หลายชนิดที่กระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบเรื้อรัง (Chronic inflammation) จนนำไปสู่โรคต่าง ๆ มากมาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น
  3. ตรวจวิเคราะห์ลักษณะของการกระจายตัวของไขมันในร่างกาย (Fat distribution pattern) โดยทั่วไปแนวโน้มของผู้ชายมักจะมีไขมันสะสมในบริเวณส่วนบนของร่างกาย เช่น บริเวณลำตัว อก ไหล่ คอ (เราเรียว่า Android type / Apple type) ส่วนผู้หญิงมักจะมีไขมันสะสมบริเวณสะโพก ต้นขามากกว่า (เราเรียกว่า Gynoid type / Pear-shaped type) การตรวจด้วย DXA whole body scan จะคำนวณค่าอัตราส่วนระหว่าง Android / Gynoid fat ratio หรือ A/G ratio ออกมาให้เราเห็น ทำให้ทราบว่าเรามีการกระจายของไขมันอย่างไร ?

2. เช็ค “มวลกล้ามเนื้อ” และ “มวลกระดูก”

  1. ตรวจวิเคราะห์มวลกล้ามเนื้อในร่างกาย (Lean muscle mass) ทั้งมวลกล้ามเนื้อรวม (Total lean mass) และมวลกล้ามเนื้อในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย (Regional lean mass) เช่น มวลกล้ามเนื้อตามบริเวณแขน ขา ลำตัว นอกจากนี้ยังสามารถประเมิน “ภาวะการสูญเสียกล้ามเนื้อ” (Sarcopenia) ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นภาวะที่พบมากในกลุ่มคนอ้วน, ผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่มีโรคเรื้อรังที่รักษานาน เช่น เบาหวาน ไตวายเรื้อรัง โรคปอด เป็นต้น รวมถึงผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับภาวะขาดสารอาหาร
  2. ตรวจวิเคราะห์ความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Mineral density: BMD) ทั่วร่างกาย...ยกเว้นบริเวณศีรษะ การตรวจมวลกระดูกจาก DXA whole body scan นี้ปัจจุบันมีประโยชน์มากในผู้ป่วยเด็ก แต่ในผู้ใหญ่เรามักนิยมตรวจมวลกระดูกจากบริเวณกระดูกหลังส่วนล่าง (Lumbar spine) และ กระดูกสะโพกข้างซ้าย (Left Femoral bone) แทน เนื่องจากมีความแม่นยำมากกว่าและมีข้อมูลจากการศึกษาวิจัยที่มากกว่าด้วย

ข้อมูลแพทย์ศูนย์ตรวจสุขภาพ

แพทย์หญิงกรกมล ถนอมสัตย์

แพทย์หญิงนิภาภรณ์ กุศลาศัย

นายแพทย์อดิศร แก้วสองศรี

นายแพทย์สัญกฤศ กิจกำจรโภคิน
ย้อนกลับ