8 สาเหตุใกล้ตัวที่ทำให้ “ปวดหัว” บ่อย
logo
 8 สาเหตุใกล้ตัวที่ทำให้ “ปวดหัว” บ่อย โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา
8 สาเหตุใกล้ตัวที่ทำให้ “ปวดหัว” บ่อย
แม้ว่าอาการปวดหัวจะไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันไม่น้อย เพราะไม่ใช่แค่อาการปวดหัวเท่านั้น บางคนปวดเบ้าตา ปวดขมับ ปวดท้ายทอยส่งผลให้ทำงานต่อไม่ได้เลยทีเดียว จริงๆ แล้วอาการปวดหัวเหล่านี้อาจเกิดมาจากเรื่องเล็กน้อยใกล้ตัวที่เราทำจนเคยชิน ถ้าไม่อยากปวดหัวบ่อยๆ เรามาเช็คกันสิว่าสาเหตุใดบ้างที่ทำให้ “ปวดหัว” แล้วเราจะสามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยวิธีไหนตามไปเช็คกันเลย...
  • เครียดบ่อย
  • เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่หลายคนพบเจอ หากสังเกตดีๆ เมื่อไหร่ที่เครียดจะรู้สึกปวดหัวหนักๆ ที่ขมับทั้งสองข้าง ปวดตื้อๆ บางคนอาจปวดต้นคอ ไหล่ และหลังร่วมด้วย หากคุณมีอาการเหล่านี้บ่อยๆ นั่นอาจแปลว่าคุณกำลังอยู่ในความเครียด กดดัน หรือวิตกกังวล ลองผ่อนคลายด้วยการหากิจกรรมทำ หรือออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ดูบ้าง

  • พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอส่งผลให้เกิดอาการปวดหัวตุบๆ ได้ในตอนเช้า นอกจากนี้ยังทำให้รู้สึกไม่อยากตื่น อ่อนเพลีย ตื่นเช้ามาไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่า อาจนำมาซึ่งความเครียด หงุดหงิดง่ายอีกด้วย ทางทีดีควรนอนหลับพักผ่อนให้ได้อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมงจะดีกว่า

  • อากาศร้อนอบอ้าว
  • จริงๆ แล้วอากาศเป็นตัวกระตุ้นการปวดศีรษะชั้นดีเลยทีเดียว เพราะเมื่ออากาศร้อนขึ้น ความชื้นและความดันเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการสร้างสารเคมีในสมองซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการปวดศีรษะได้

  • ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง
  • เพราะฮอร์โมนเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวได้ โดยเฉพาะฮอร์โมนในช่วงมีรอบเดือน  สาวๆ หลายคนมักมีอาการปวดศีรษะช่วงมีประจำเดือน นั่นก็เพราะว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนมีการลดระดับลง ส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะ

  • เนยแข็ง ช็อกโกแลต อาหารรสจัด
  • เรียกได้ว่าอาหารเป็นส่วนสำคัญที่สามารถส่งผลต่อสุขภาพได้ ซึ่งอาหารเหล่านี้หากทานในปริมาณมากๆ ก็ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ เช่น เนยแข็ง, ช็อคโกแลต, หอมหัวใหญ่, อาหารที่มีรสเค็ม และผงชูรส  อาจทำให้บางคนปวดศีรษะได้เช่นกัน

  • ออกกำลังกายมากเกินไป
  • จริงอยู่ที่การออกกำลังกายนั้นดีต่อสุขภาพแต่การหักโหมมากเกินพอดีก็ทำให้สุขภาพแย่ลง แถมยังทำให้ปวดศีรษะได้ เพราะการออกกำลังกายจะเพิ่มเลือดไหลเวียนไปที่ศีรษะและคอ หากออกกำลังมากเกินไปอาจส่งผลให้เส้นเลือดบวมกระตุ้นอาการปวดศีรษะได้  ดังนั้นควรออกกำลังกายแต่พอดีเพราะนอกจากจะดีต่อสุขภาพแล้วยังช่วยลดอาการปวดศีรษะที่เกิดจากความเครียดได้อีกด้วย

  • ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
  • คนทำงานออฟฟิศที่ต้องอยู่หน้าคอมพ์เป็นเวลานานๆ โดยไม่พักสายตา มักมีอาการหนักหัว ปวดกระบอกตา ซึ่งอาการส่วนใหญ่มักแสดงให้เห็นช่วงบ่ายหรือใกล้เลิกงาน เนื่องจากใช้สายตามาทั้งวัน บางคนอาจรู้สึกเวียนศรีษะ หรือคลื่นไส้ร่วมด้วย  แนะนำว่าควรพักสายตาทุก ๆ 20-30 นาที และเปลี่ยนอริยาบทบ่อยๆ เพื่อเป็นการผ่อนคลายไปในตัว  

  • จ้องโทรศัพท์มากเกินไป
  • ในแต่ละวันเราใช้สายตาไปกับการจ้องหน้าจอโทรศัพท์มือถือหลายชั่วโมง ทำให้ต้องเกร็งดวงตาและสายตา ส่งผลให้ปวดหัวหรือปวดกระบอกตาได้ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อคอ ซึ่งเป็นสาเหตุของการปวดหัวได้นั่นเอง ดังนั้นจึงควรพักสายตาจากการจ้องอุปกรณ์เหล่านี้ทุก 10-15 นาที กะพริบตาให้บ่อยขึ้น มองออกไปนอกหน้าต่าง ให้ดวงตาได้พักบ้าง

    อาการปวดศีรษะเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน บางครั้งอาการปวดเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถหายได้เองในระยะเวลาไม่นาน แต่เมื่อไหร่ที่เกิดความผิดปกติก็ไม่ควรละเลย เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคอื่นๆ ตามมา


    ข้อมูลแพทย์แผนกศัลยกรรมทั่วไป

    นายแพทย์กรเลิศ ชาญอนุรักษ์

    นายแพทย์วราห์ วัฒนสุชาติ

    นายแพทย์สมเกียรติ จำรูญถาวร

    นายแพทย์กฤษฎา พจนสุวรรณชัย

    นายแพทย์วิสุทธิพงษ์ พรหมโคตร์

    นายแพทย์เฉลิมพร ลีวงศ์เจริญ

    นายแพทย์มาโนช พานทองวิริยะกุล
    ย้อนกลับ